6/9/2008

Happy Birthday to Werner Herzog

ฉลองวันเกิดย้อนหลัง 5 กันยายน ครบรอบ 66 ปี แวร์เนอร์ แฮร์โซก (Werner Herzog)

Happy Birthday to Werner Herzog, one of the greatest living filmmaker in the world.


วีซีดีลิขสิทธิ์ไทย Aguirre, Wrath of God และ Cobra Verde
http://twilightvirus.blogspot.com/2008/01/werner-herzog.html

รีวิว Aguirre, Wrath of God โดย อุทิศ เหมะมูล ที่ Artvirus / Onopen
http://www.onopen.com/2005/02/108

อ่านเพิ่มเติมอย่างละเอียดเกี่ยวกับ Werner Herzog ได้ในหนังสือ The 8 Masters ของ filmvirus / onopen

5/9/2008

โครงการภาพยนตร์เพื่อสันติภาพ Please Peace Me

โครงการภาพยนตร์เพื่อสันติภาพ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เชิญชมหนังสั้นเพื่อสันติภาพจาก 50 ผู้กำกับไทย


สถานที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551
เวลา 13.00 น. –18.00 น.
ติดต่อ : พัฒนะ จิระวงษ์
08-18-758-064

อีเมล ptnchirawong@hotmail.com

ประกวดบทวิจารณ์ภาพยนตร์และละครกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ

ขอเชิญส่งบทวิจารณ์ภาพยนตร์และละครเข้าประกวด เพื่อรับรางวัล บทวิจารณ์ภาพยนตร์และละครดีเด่น กองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ประจำปี 2551

คณะกรรมการบริหารกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ จะจัดให้มีการประกวดบทวิจารณ์ภาพยนตร์และละครดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2551

บทวิจารณ์ภาพยนตร์และละครต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. เป็นบทวิจารณ์ที่วิจารณ์ภาพยนตร์ ละครเวที ไทยหรือต่างประเทศ
2. เป็น บทวิจารณ์ที่เขียนเป็นภาษาไทย ไม่ได้คัดลอกดัดแปลงหรือแปลจากงานของผู้อื่น ยกเว้นในกรณีที่ใช้ในการอ้างอิงโดยระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
3 เป็นบทวิจารณ์ที่ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน หรือที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่แล้วระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2549 – 30 กันยายน 2551
4. ผู้มีสิทธิ์ส่งบทวิจารณ์ ได้แก่ ผู้เขียนบทวิจารณ์เอง หรือผู้อื่นที่ได้รับความยินยอมเป็น ลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียน
5. ผู้ที่เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วสามารถส่งบทวิจารณ์เข้าประกวดได้อีก

กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณาให้รางวัลดีเด่น 1 รางวัล (20,000.- บาท) หรืออาจมีรางวัลชมเชย 1 รางวัล (10,000.- บาท) ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

ในกรณีที่บทวิจารณ์มีคุณภาพทัดเทียมกันกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอาจพิจารณาให้ รางวัลได้มากกว่า 1 รางวัล และอาจงดไม่ให้รางวัลหากพิจารณาว่า ไม่มีบทวิจารณ์ใดได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้

ผู้ส่งบทวิจารณ์เข้ารับการพิจารณาเพื่อรับรางวัล จะต้องส่งบทวิจารณ์ 3 บทต่อผู้เขียน 1 คนไปยัง ฝ่ายเลขานุการกองทุน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ อาคารศศปาฐศาลา ชั้น 9 ซอยจุฬา 12 ถนนพญาไท กรุงเทพฯ 10330 ภายในวันที่ 30 กันยายน 2551 (โทรศัพท์ 02-218-3896)

4/9/2008

ประกวดหนังสั้น นักมวยเด็ก

คุณคิดอย่างไรหากศิลปะมวยไทยที่มีคุณค่า.....กลายเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์อย่างเห็นแก่ตัวของคนแค่บางกลุ่ม และที่ยิ่งกว่านั้น... มันยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรงต่อเยาวชนของชาติอีกด้วยทั้งๆ ที่พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีชกมวยอาชีพ อีกทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยก็ระบุไว้เช่นกันว่า เยาวชนต้องได้รับความคุ้มครองโดยรัฐ จากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้วงการมวยไทยกลับคราคร่ำไปด้วยนักมวยเด็กนับหมื่นราย! และเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขายอมขึ้นไปเจ็บตัวบนเวทีคือเงินค่าชกเพียง 50 – 600 บาทต่อครั้งเพื่อช่วยฐานะทางบ้านอันยากจน แม้จะสูญเสียโอกาสทางการศึกษาและสุ่มเสี่ยงต่อ ความตาย และ ความพิการ ในอนาคต หากสังคมยังไม่เกิดความตระหนักในปัญหานี้ เยาวชนเหล่านั้นคงเป็นเพียงสินค้าที่กอบโกยความร่ำรวยและสะใจของคนกลุ่มหนึ่งต่อไป ภายใต้ข้ออ้างว่าอนุรักษ์และสืบสานศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนที่ห่วงใยปัญหานี้มาช่วยกันใช้พลังของสื่อภาพยนตร์สร้างทัศนคติที่เหมาะสมแก่สังคม โดยรายละเอียดเข้าร่วมโครงการมีง่ายๆ ดังนี้

- เปิดรับผู้สนใจทุกเพศทุกวัย โดยส่งเรื่องย่อไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ A4 หัวข้อ ‘นักมวยเด็ก...ศิลปะหรือสะใจ? กีฬาหรือความรุนแรง?’ ของหนังสั้นความยาวไม่เกิน 20 นาทีมาที่ นิตยสาร ‘ฟิ้ว’ 410/118 ซ.รัชดาภิเษก 22 ถ.รัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. 10310

หรือส่งทางอีเมล์ที่ fuse@bioscopemagazine.com ก่อน 15 ตุลาคม 2551 (ไม่จำกัดแนวทางของหนัง / จะทำคนเดียวหรือเป็นทีมก็ได้ / ส่งคนละหรือทีมละกี่เรื่องก็ได้) - ผลงานทั้งหมดจะถูกคัดเลือกให้เหลือเพียง 10 เรื่อง เพื่อเข้ามาอธิบายรายละเอียดต่อคณะกรรมการ ก่อนจะตัดสินเลือกเรื่องเดียวที่จะได้รับทุน 100,000 บาท เพื่อนำไปผลิตเป็นหนังสั้นให้เสร็จสมบูรณ์ และจัดฉายพร้อมเสวนาเกี่ยวกับปัญหาด้านนี้ ให้สังคมวงกว้างเกิดความเข้าใจต่อไป

หมายเหตุ1. อ่านข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์นักมวยเด็กในประเทศไทย ได้จากนิตยสาร ฟิ้ว ฉบับที่ 20 (กันยายน 2551)2. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bioscopemagazine.com หรือ โทร. 02-5415318 ต่อ 15 (ติดต่อ นพ, ไอซ์)

2/9/2008

ฟิ้วแคมป์ 16 : ตอน 'หนังสยอง'

ฟิ้วแคมป์ 16 : ตอน 'หนังสยอง'

เสาร์ 20 กันยายน 2551TK PARK ห้องมินิเธียเตอร์ 2 เวลา 13.00 เป็นต้นไปขอเชิญผู้กำกับที่มีงานภาพเคลื่อนไหว (ไม่จำกัดรูปแบบ หนังสั้น, สารคดี, เอ็มวี, โมชั่นกราฟฟิก ฯลฯ) ที่เป็นแนวหนังสยองร่วมงานฟิ้วแคมป์ครั้งนี้ได้เลยจ้ะ จะเป็น สยองหลอน, สยองระทึก, สยองแหวะ, สยองเลือดสาด, สยองฮาก๊าก, สยองตลกร้าย, สยองสุดมึน, สยองบ้านๆ หรือ สยองอาร์ตแตก ก็ได้ทั้งนั้น

ส่วนใครไม่มีงานมาโชว์ ก็มาดู + แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้งานนี้เข้าชมฟรี แล้วพบกันในงานจ้า

* รบกวนผู้ที่จะโชว์ผลงานลงชื่อที่ fuse@bioscopemagazine.com หรือ 02-541-5318 (ต่อสาย แอ็ค วรรณ แอน หรือ นพ) ด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกก็เจอกันหน้างานเลยก็ได้ครับรายละเอียดเพิ่มเติม http://fuseblog.exteen.com/ (คลิกตรง Fuse Camp)

26/8/2008

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน ขุนศึกยามาด้า

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน ขุนศึกยามาด้า

ก่อน ฟอลคอน ยังมี ยามาดะ!
ในเชิงศิลปะภาพยนตร์ ที่ทางของหนังเรื่องนี้อาจกำกวมพิกล แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว น่าสนใจทีเดียวว่าหนังเรื่องนี้ยังมีตัวตน (ฟิล์ม) อยู่อีกหรือไม่ แล้วคนไทยจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นภาพเมืองไทยในอดีตจากมุมมองของคนทำหนังญี่ปุ่น

เริ่มรอบเช้า 2 ก.ค. นี้ โปรดจองบัตรล่วงหน้า ฉายที่ เฉลิมเขตร์ พร้อมกับ สิริเขตร์

บริษัทไดเอะ ซีนีม่าสโคป สีอีสต์แมน ภูมิใจเสนอ (คลิ้กขยายรูป)

ขุนศึกยามาด้า
ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไทย รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม
รบรัก! สะเทือนใจ! ตื่นเต้น!
ลงทุนสร้างกว่า 20 ล้านบาท ถ่ายทำในประเทศไทย
สพรั่งพร้อมด้วยทัพช้าง ทัพม้า และพลเดินเท้ามโหฬาร!
อเมริกายกให้เป็นคู่แข่งของ แอนนากับพระเจ้าแห่งสยาม (Anna and the King of Siam)

บริษัทเมโทร ฯ สั่งให้ผู้แทนในกรุงเทพฯ แหวกทางให้ฉายที่ เฉลิมเขตร์ เป็นเรื่องแรก
นำแสดงโดย นางาต้า ยาสุโกะ, เนงามิ ยุน, ฮาเซกาว่า คาสุโกะ และผู้แสดงร่วมอีกหมื่นคน

เรื่องของหัวหน้ากองอาสาญี่ปุ่นที่ทำความดีความชอบไว้ในแผ่นดินศรีอยุธยา จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข

ทวีวรรณ สร้างบทพากย์

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน จังโก้ จอมสังหาร

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน จังโก้ จอมสังหาร

หนังเรื่อง Sette dollari sul rosso นี้เป็นหนังของอิตาลี่-สเปนปี 1966 กำกับโดย Alberto Cardone (หรือชื่อใหม่ที่เรียกง่ายแบบอเมริกันคือ Albert Cardiff) แต่ตอนฉายในเยอรมนีและเมืองไทยตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับ จังโก้ เพื่อหากินกับความดังของหนัง จังโก้ ส่วนตอนฉายในฝรั่งเศส เพิ่มคำที่คนฝรั่งเศสคุ้นเคยมากกว่าอย่าง Gringo เข้าไปแทน

7 Dollars to Kill
คำโฆษณาในสมัยนั้น

"ไม่ใช่เพียง 1 หรือแค่ 2 แต่มีถึง 3 ดาวยวนให้ชมคือ
เฟอร์นันโด้ ซานโจ้ ดาวร้ายยอดยวน
แอนโทนี่ สตีฟเฟ่น พระเอกหน้าตายแต่หมัดหนัก
และ เจอร์รี่ วิลสัน ดาวยวนหน้าใหม่ แต่ไวชมัด
ร่วมด้วยดาราสาวเจ้าเสน่ห์ ลอเรอดาน่า นัสเซ็ค"

ฉายที่ควีนส์ เทคนิคสโคป สีอีสต์แมน

25/8/2008

ทายหนังคู่สุด SURPRISE ชิงรางวัล

ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ขอเชิญร่วมสนุกทายคำตอบหนังคู่สุด SURPRISE ภายในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม นี้

ตามที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ได้แจ้งโปรแกรมภาพยนตร์ SURPRISE สุดพิเศษซึ่งจะจัดฉายให้ได้ชมกันในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม นี้ ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป
ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ขอเชิญทุก ๆ ท่าน ร่วมสนุกด้วยการตอบคำถามเกี่ยวกับหนัง SURPRISE ทั้งสองเรื่องนี้จากคำใบ้ โดยผู้ที่ตอบคำถามได้ถูกต้องมากที่สุดจะได้รับหนังสือ “QUEER CINEMA FOR ALL: 30 หนังเกย์และเลสเบี้ยนที่ชายจริงหญิงแท้ควรได้ดู” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks จำนวน 1 เล่มเป็นของรางวัล

สำหรับคำใบ้ของโปรแกรมภาพยนตร์ในวันนั้นมีดังนี้

อาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551
12.30 น. ภาพยนตร์ SURPRISE # 1
ใบ้ด้วยเรื่องย่อ: เรื่องราวความรักที่ไม่น่าเป็นไปได้ของนักเปียโนหนุ่มใหญ่กับสาวเสิร์ฟวัยกลางคน กับผลงานชวนฝันที่ทำออกมาได้โรแมนติกอย่างเหลือเชื่อ!

15.00 น. ภาพยนตร์ SURPRISE # 2
ใบ้ด้วยภาพปกหนัง: (รูปด้านบน)

ฉาย ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทร 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรีทั้งรายการ (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)
คำถามสำหรับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ . . .

ภาพยนตร์ SURPRISE เรื่องที่ 1
1) ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า _________________________________________________
2) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ _________________________________________________________
3) ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์จากประเทศ ____________________________________________

ภาพยนตร์ SURPRISE เรื่องที่ 2
1) ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า _________________________________________________
2) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ _________________________________________________________
3) ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์จากประเทศ ____________________________________________

ร่วมสนุกด้วยการส่งคำตอบทาง e-mail ถึง dkfilmhouse@yahoo.com พร้อมชื่อ-นามสกุล และที่อยู่สำหรับรับรางวัล ภายในวัน อาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 9.00 น. โดยขอจำกัด 1 ท่านต่อคำตอบ 1 ชุดเท่านั้น ขอย้ำว่าท่านไม่จำเป็นต้องตอบคำถามได้ทั้งหมด เพราะเราจะมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ตอบถูกต้องมากที่สุด โอกาสจึงยังเป็นของคุณ!

(ใบ้ให้เพิ่มเติมว่าภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษ)

ติดตามรายชื่อผู้ได้รับรางวัลพร้อมคำเฉลยได้ที่นี่ หลังวันฉายภาพยนตร์

ภาพปกหนังสือของรางวัล
และติดตามโปรแกรมภาพยนตร์ Queer Cinema for All หนังเกย์และเลสเบี้ยนที่ชายจริงหญิงแท้ควรได้ดูต่อได้ที่

23/8/2008

วีดีโอสามัญประจำบ้านตอน ต้นฉบับฝรั่งเศส "เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้"

หนังสามัญประจำบ้านตอน ต้นฉบับฝรั่งเศสของ "เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้"

สิ่งดีสมัยนี้คือการที่ดาราดังเมื่อ 30 ปีที่แล้วอย่าง Alain Delon, Jean-Paul Belmondo, Steve McQueen และ Burt Lancaster มีหนังแผ่นลิขสิทธิ์ทยอยปล่อยออกมาให้ดู

และนี่สำหรับคนที่ติดใจ สี่เหวินเฉียง, ติงลี่ และ หนังซี่รี่ส์ชุด “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” (2528)

Borsalino and Co. บริษัทกำจัดแค้น
นี่เป็นหนังภาค 2 ของผู้กำกับฝรั่งเศส Jacques Deray ซึ่งเคยกำกับ Rififi in Tokyo (เคยฉายที่สมาคมฝรั่งเศส)

หนังดังที่สุดของเขาคงเป็น He Died with His Eyes Open ที่กวาดรางวัล César และมี Charlotte Rampling แสดงนำ แล้วก็เรื่อง Borsalino ภาคแรกซึ่งเคยชิงรางวัลลูกโลกทองคำและหมีเงินที่เบอร์ลิน

ถ้าจำไม่ผิดรู้สึก โจวเหวินฟะ หรือ สี่เหวินเฉียง นั้นเล่นบทของ Jean-Paul Belmondo ส่วน หลีเหลียงเหว่ย รับบทเดิม คือบท ติงลี่ ของ Alain Delon

ไม่แน่ใจว่า Borsalino ภาคแรกมีออกแผ่นลิขสิทธิ์ไทยหรือเปล่า
Borsalino and Co. บริษัทกำจัดแค้น (แผ่นดีวีดีของบริษัทแปซิฟิก ไอส์แลนด์)

หนัง Alain Delon นำแสดง หรือ กำกับเอง มีผลิตออกมาขายหลายเรื่องทีเดียว สมใจแฟนเก่าหรือยัง

21/8/2008

Dawn of the Dead


Dawn of the Dead
1978, 126 นาที
นำแสดงโดย David Emge, Ken Foree, Scott H. Reiniger, Gaylen Ross
กำกับภาพยนตร์โดย : George A. Romero

แนะนำโดย ธเนศน์ นุ่นมัน

ท่ามกลางเสียบ่น (เบาๆ) ที่อึมครึมอบอวนรายรอบหนังเรื่อง Land of the Dead ของผู้กำกับ George A. Romero มาตั้งแต่ช่วงที่ออกฉายในโรง บ้างก็บอกว่าสนุกน้อยกว่าที่คิด ผู้ที่รู้ปูมหลังของผู้กำกับก็อาจจะบ่นว่าผู้กำกับ Romero น่าจะเลิกหากินกับซากศพได้แล้ว...ก็แล้วแต่จะพูดกันไป ในกรณีนี้สำหรับผม (คนเดียวก็ได้...เอ้า!) ที่ไม่ได้คิดว่า Land of the Dead จะเป็นหนังที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับ ผู้กำกับหรือต้นฉบับคลาสสิคของเขา

แต่อย่างไร ผมกลับคิดว่าเป็นบุญคุณล้นพ้นที่ Romero กลับมาสานต่อ จำลองโลกซอมบี้ในแบบของเขาให้ดูกันอีกครั้ง( อืม...เจ้าเก่า ดั้งเดิม ต้องรับประกันอะไรๆ ได้บ้างแหละน่า) และถ้าหากดูหนังซอมบี้ แล้วรู้สึกว่า (อย่างที่เกิดกับหนังซอมบี้ชวนแหวะเป็นจุดขายของผู้กำกับคนอื่นๆ) หงุดหงิดผิดหวังอย่างที่สุด ผมก็มักจะปลอบใจตัวเองว่า เอ้อ! จะเอาอะไรมากกับหนังซอมบี้หว่า?

เอาเป็นว่าเรามาย้อนตำนานซากศพเดินได้ของ Romero กันเสียหน่อยดีกว่า

หลังจาก Night of the Living Dead หนังสยองยามวิกาลที่ออกฉายในปี1968 เก็บเกี่ยวชื่อเสียงไปพอสมควร ผู้กำกับ George A. Romero (ซึ่งก่อนหน้านี้ วางมือจาก ซากศพเดินได้ไปทำหนังชิ้นเยี่ยมอย่าง The Crazies ปี1973 และ Martin ปี1976) ก็ตัดสินใจคลอดภาคต่อมาของหนังสกุล‘Dead’ ที่ว่าด้วยเรื่องของซากศพเดินได้ออกมาเสียที (หลังจาก Dawn of the Dead ฉบับนี้เขายังสร้างภาคต่อที่ชื่อว่า Day of the Dead ก่อนจะให้กำเนิดฉบับล่าสุดอย่าง Land of the Dead) Romero ทิ้งให้แฟนๆ ต้องรอนับสิบปี สิบปีที่ขัดเกลาเรื่องของซากศพเดินได้ให้สุกงอม ข้นคลั่ก

ในภาคนี้เขาใช้ชื่อว่า Dawn of the Dead และด้วยทุนที่หนาขึ้นทำให้เขาสามารถขยับขยายขนาดของหนังให้ใหญ่ขึ้นไปด้วย –เม็ดเงินทำให้เขาได้โอกาสในการย้ายสถานที่เกิดเหตุไปยังที่ที่หรูหราโออ่าขึ้น ครั้งนี้เขาเลือกห้างสรรพสินค้าเป็นที่มั่น ที่คุมขัง ตัวละครหลักของเขา และยังใช้ฟิล์มสีในการถ่ายทำอีกด้วย

Dawn of the Dead เป็นเรื่องของคนสี่คน ที่ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกัน (อันที่จริงแล้วเป็นเฮลิคอปเตอร์) เพื่อเอาตัวรอดจากเหล่าซอมบี้กระหายเลือด ซึ่งบัดนี้ยึดครองไปแทบทุกอณูของผืนแผ่นดิน เฮลิคอปเตอร์ของพวกเขามีน้ำมันไม่พอทำให้ต้องร่อนลงจอดบนดาดฟ้าของช็อปปิ้งมอลล์ - ที่นี่นอกจากพวกเขาจะต้องรับมือกับเหล่าซอมบี้ ที่แม้ห้างปิดก็ยังไม่ยอมกลับบ้านแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับแก๊งกวนเมือง (แก๊งมอเตอร์ไซค์ สัญลักษณ์แห่งการกวนเมืองในระดับสากล) อีกด้วย

Dawn of the Dead ไม่ใช่หนังโผงผาง (มีบ้างก็บางช่วง) ซึ่งตรงกับเนื้อเรื่องเนื้อหาและเจตนาที่ Romero วางไว้แต่แรกนั้น คือการกวาดต้อนตัวละครไปสู่โลกที่ไม่วันสมบูรณ์พร้อม สำหรับมนุษย์ผู้หาเป้าหมายที่แท้จริงไม่มีวันเจอ บางที Romero อาจจะกำลังสร้างภาพเปรียบเปรยระหว่างปรากฏการณ์ซอมบี้กับโลกบริโภคนิยมแบบอเมริกันอยู่ ด้วยการขังตัวละครไว้โลกที่พร้อมสรรพสำหรับผู้บริโภค (ตามคำโฆษณาของทุกๆ ห้างสรรพสินค้าที่เราพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน) แต่ตัวละครของเขาก็รู้ได้ในที่สุดว่า นี่เป็นแค่เพียงโลกสมบูรณ์พร้อมปลอมๆ ที่จะหมดอายุลงในวันใดวันหนึ่ง และถ้าวันนั้นมาถึงอายุของพวกเขาในฐานะมนุษย์ก็จะพาลหมดลงไปด้วยในที่สุด

ถ้า ‘อเมริกันดรีม’ (หมายถึงคนปกติที่ยังมี ความฝัน ความหวัง ทางเลือก เป้าหมายที่ล่องลอยอยู่ในอนาคตในที่ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตต่อไป) นั้นฟุ้งเฟ้อ โรแมนติค มากเรื่อง เอาใจยากเกินไป ‘อเมริกันคอนซูมเมอร์’ (ณ กรณีนี้ ในเรื่องนี้ ขออนุญาตตั้งขึ้นเองว่าเป็นซอมบี้- ผู้ซึ่งมีความชัดเจนในการบริโภค และเป็นขั้วตรงข้ามที่แท้จริงของคนปกติ ทุกคนที่เดินเหินอยู่ในเรื่อง) เรียบง่าย ชัดเจน เหมาะสมกับยุคสมัยกว่า ก็ในเมื่อฝัน (จะแบบอเมริกันหรือแบบไหนก็ได้) เป็นสิ่งเกินเอื้อมไปเสียแล้ว เราๆ ก็น่าจะยอมรับสถานภาพว่าง่าย แบบซอมบี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า Romero กำลังบอกเรากลายๆ ว่าถ้าเราไม่ต่อสู้ ไม่เข้มแข็งโลกนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนแค่เพียงสองกลุ่ม ไม่กักขฬะแบบแก๊งมอเตอร์ไซด์ ก็แบบซอมบี้ผู้ว่าง่ายนั่นแหละ

แน่นนอน Dawn of the Dead ของ Romero ยังคงมีประเด็นการเมืองแอบแฝงอยู่ มันเป็นประเด็นที่แตกแขนงออกไปตั้งคำถามในวงที่กว้างขึ้น อันที่จริงแล้วแม้กระทั่ง Land of the Dead เรื่องใหม่ของเขาก็ยังมีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่ แถม Romero ยังขยายอาณาเขตออกไปสู่การเมืองระดับสากลด้วยซ้ำไป ถ้าหากจะโฟกัสไปที่ประเด็นที่เขาเริ่มจะปล่อยให้เหล่าซอมบี้ใน Land of the Dead มีความรู้สึกนึกคิด (ตรงนี้เป็นการลดความเป็นอสุรกายลง) และทำท่าจะ อพยพไปหาดินแดนของตัวเอง ราวกับจะบอกอเมริกันชนว่า ช่วยลดการมองกลุ่มชนที่ต่างจากตนว่าเป็นแค่เพียงอสุรกายลงเสียบ้างก็น่าจะดี

หนังเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างใหม่เมื่อปี 2004 โดยใช้ชื่อเดียวกัน โครงสร้างของเรื่องก็คล้ายๆ กัน ที่ต่างกันลิบลับก็เห็นจะเป็นเรื่องของรายละเอียดต่างๆ จนไปถึงอาชีพของตัวละคร ฉบับรีเมคนั้น เปลี่ยนการเคลื่อนไหวของเหล่าซอมบี้จากที่เดินกันอย่างซึมกระทือ เป็นวิ่งควบได้ นั่น! ทำให้หนังมีดีกรีความบู๊เพิ่มขึ้น ตัวละครต้องขยับก้าวให้ว่องไวเพื่อหนีให้ทัน ก็ได้รสชาติที่ต่างกันไปอีกแบบ บางทีผู้กำกับ Zack Snyderในฉบับรีเมค ที่ได้ Romero มานั่งเก้าอี้ร่วมเขียนบทอาจจะตีความซอมบี้เสียใหม่ เพิ่มความว่องไวในการบริโภค ให้ใกล้เคียงกับความบ้าคลั่งในการบริโภคที่พอกโตขึ้นตามช่วงเวลาที่ผ่านมา ในจุดนี้เป็นมุมมองที่มีต่อซอมบี้ที่ต่างจาก Romero อย่างค่อนข้างชัดเจน เพราะซอมบี้ใน Land of the Dead ก็ยังคงเคลื่อนไหวช้าเช่นเดิม หากจะไม่ฟังดูเป็นการหาแง่งามที่ฟุ้งเกินความบันเทิง ผมยังคงเชื่อเสมอว่าหนังซอมบี้ เป็น ‘ปรากฏการณ์นามธรรม’ ที่น่าคิดไม่น้อย

(เดิมบทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Movietime)

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน Shohei Imamura

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน Shohei Imamura

นี่คือหนังสุดเซอร์ไพร้ซ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าเคยเข้าฉายในโรงหนังบ้านเรา

Pigs and Battleships (Hogs and Warships) หนังปี 1961 ของ โชเฮ อิมามูระ (Shohei Imamura) ผู้กำกับ 2 รางวัลปาล์มทองจาก Ballad of Narayama (1983) และ The Eel (1997)

ตอนฉายในโรงหนัง แค็ปปิตอล ที่เยาวราช (ปัจจุบันตัวโรงหนังยังอยู่แต่ปิดทำการ) ใช้ชื่อไทยว่า “ดอลล่าร์กับสาวน้อย”

คำโฆษณาภาษาไทยดั้งเดิมเขาว่า “ เปนเสือต้องไว้ลาย เปนชายต้องดูหนังอย่างนี้
และถ้าคุณเปนสุภาพสตรี......หนังอย่างนี้มีคุณค่าแก่ลูกผู้หญิง!”
เสียงในฟิล์ม บรรยายไทย-จีน

และประมาณ 20 กว่าปีที่แล้วได้กลับมาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่น ที่ศูนย์วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่นในชื่อเรื่องดั้งเดิม Pigs and Battleships ทำให้คนดูหนังต้องช็อคไปกับภาพตอนจบในความเอน็ดอนาถกลางฝูงหมู

ปัจจุบันเข้าใจว่ายังไม่มีผลิตเป็นดีวีดีบรรยายอังกฤษ หรือไทย

วีดีโอสามัญประจำบ้าน ตอน Julien Duvivier

วีดีโอสามัญประจำบ้าน ตอน Julien Duvivier
Golgotha

เห็นหนุ่มบางกระบืออยากฉายหนัง Jean Delannoy, Alexandre Astruc, Roger Leenhardt, Jean Gremillon อะไรเทือกนั้น ใครจะดูจ๊ะ แต่ดูให้ดี มีหนังของ Julien Duvivier หลุดมาบ้านเราเรื่องหนึ่ง ขนาดแผ่นลิขสิทธิ์มืองนอกยังไม่มีเลยนะเนี่ย

หนังขาวดำเกี่ยวกับชีวประวัติพระเยซูปี 1935 นำแสดงโดยดาราดังฝรั่งเศสยุคนั้น คือ Harry Baur และ Jean Gabin ฝีมือผู้กำกับ Julien Duvivier ซึ่งมีผลงานคลาสสิคอย่าง Pepe le Moko, Panique และ Anna Karenina (ฉบับฮอลลีวู้ด Vivien Leigh)

Golgotha ใช้ชื่อไทยว่า : กอลโกต้า (ค่าย Elephant Media Link)

20/8/2008

วีดีโอสามัญประจำบ้าน ตอน Jess Franco

วีดีโอสามัญประจำบ้าน ตอน Jess Franco

หนังสยองขวัญของ เจสส์ ฟรังโก้ พากย์ไทยอีก 3 เรื่อง

สาบานได้ว่า ฟิล์มไวรัส ไม่ใช่แฟนหนังของ Jess Franco แต่เอ้า ฉลองศรัทธาของแฟนหนังเหนียวแน่นของ Franco เสียหน่อย เผื่อจะมีแฟนของเขาในเมืองไทยบ้าง

Killer Barbys ใช้ชื่อไทยว่า : ร็อค....พลิกล็อค (ค่ายเจบิ๊กส์)
Diamonds of Killimanjaro ใช้ชื่อไทยว่า : ทาร์ซานสาวเพชรพิฆาต (ค่าย มูฟวี่ ฟิล์ม เอ็นเตอร์เทนเมนท์)
Justine ใช้ชื่อไทยว่า : ฝ่าวิกฤตชีวิตต้องสู้ (ค่าย Elephant Media Link) เรื่องนี้เป็นผลงานช่วงที่ดีที่สุดของ Franco และมีดาราอย่าง Jack Palance และ Klaus Kinski (แสดงเป็น Marquis de Sade นักเขียนต้นตอคำว่า Sadist

นอกจาก 3 เรื่องนั้นแล้ว หนัง Jess Franco ที่มีเผยแพร่ในเมืองไทยก็เช่น The Female Vampire ซึ่งเป็นผลงานที่เด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา